วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2556

กินหวานทำให้ลิ้นรับรสเสื่อม มาเบา(รส)หวานเพื่อ สุขภาพ


 คุณรู้ไหมค่ะว่าแต่ละวันนั้น คุณรับประทานน้ำตาลไปกี่ไปเท่าไรแล้ว คุณผู้หญิงที่ชอบของหวาน คงต้องหัดมาลดความหวานลงกันได้แล้วค่ะ

เชื่อ ไหมค่ะว่า คนไทยติดต้ำตาลเป็นอันดับต้นๆเลยล่ะคะ  เชื่อไหมค่ะว่า มีการเก็บสถิติพบว่า โดยเฉลี่ยแล้วคนทั่วไปบนโลกใบนี้ รับประทานน้ำตาลกัน 11 ช้อนชาโดยประมาณ แต่เชื่อไหมคะ ว่าคนหวานละมุนอย่างชาวไทยเรา รับประทานน้ำตาลกันถึง 16 ช้อนชาต่อวันเลยทีเดียวซึ่งจริงๆแล้ว
และ เชื่อได้ว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบรับประทานหวานมากกว่าผู้ชาย สาวๆรู้กันไหมค่ะว่า นอกจากความหวานจะทำให้คุณเสียสุขภาพแล้ว มันทำให้หุ่นของคุณผู้หญิงเปลี่ยนแปลงไปในทางอ้วนกันเลยทีเดียวค่ะ ผิวพรรณก็เหี่ยวแก่ไปอีก เห็นไหมหวานมันทำลายสุขภาพ และ สุขภาพผิวพรรณผู้หญิงอย่างเราๆกันเลยค่ะ ลองปรับเปลี่ยนการรับประทานเพื่อให้การมีกริยาอ่อนหวานนั้นเป็นสิ่งดี เพราะน้ำตาลที่เข้าสู่กระแสเลือดของเรา จะเข้าไปทำปฏิกริยากับโครงสร้างที่เป็นโปรตีนในร่างกาย เกิดเป็นปฏิกริยาไกลเคชั่น (Glycation) ทำให้โครงสร้างนั้นๆเสียไป หนึ่งในโครง สร้างที่ถูกทำลายจากไกลเคชั่น คือ คอลลาเจนใต้ผิวหนังของเรา เมื่อคอลลาเจนถูกทำลาย ผลลัพธ์ ที่ได้ก็คือผิวที่เหี่ยวหย่อนยานนั่นเอง เห็นไหมค่ะคุณผู้หญิง ผิวก็จะเหี่ยว น้ำตาลช้องหนึ่ง ทำให้คุณผู้หญิงแก่ไปกี่ปีล่ะ
ยิ่ง ไปกว่านั้น น้ำตาลยังเข้าไปกระตุ้นฮอร์โมนอินซูลินให้ออกมามาก เชื่อกันว่าระดับฮอร์โมนอินซูลินที่สูง จะทำให้ไขมันสะสมในร่างกายมาก (พูดง่ายๆว่า อ้วน!!) และยังอาจสัมพันธ์กับโรคมะเร็งหลากหลายชนิดอีกด้วย
เห็น ไหมค่ะว่า ความหวานนั้นทำลายสุขภาพ ผิวพรรณสำหรับคุณผู้หญิงอย่างไร เริ่มตั้งแต่วันนี้ค่ะ รับประทานหวานให้น้อยลง ให้ลิ้นของคุณได้ซึมซับรสอาหารที่แท้จริงมากขึ้น แล้วสุขภาพกายและสุขภาพผิวของคุณจะดีขึ้นอย่างแน่นอน กับเทคนิคง่ายเริ่มตัวด้วยการปรับความคิดของคุณเอง เริ่มจาก
  • ซื้อเค้ก : ไม่ได้ห้ามกิน แต่คิดก่อนกิน คือเลือกรสที่หวานน้อย และพยายามรับประทานไม่เกิน 1 ครั้งต่อสัปดาห์
  • ซื้อกาแฟ : ใครที่ติดกาแฟ ขาดไม่ได้ ขอลดน้ำตาลหรือน้ำเชื่อมลงได้ คนขายไม่ว่าคุณหรอก
  • ซื้อไอศครีม :  หวาน เย็น อดไม่ได้ใช่ไหม ลองเลือกรับประทานแบบปราศจากน้ำตาล หรือ Sugar-Free
  • ปรุงก๋วยเตี๋ยว : ลองเปลี่ยนจากการเชื่อมก๋วยเตี๋ยว ลดปริมาณน้ำตาล และ เติมเปรี้ยวอีกนิด เผ็ดอีกหน่อย ก็แซ่บอร่อยเอง
  • อยากดื่มน้ำอัดลม :  เลือกเป็นแบบปราศจากน้ำตาล หรือ หันมาดื่มน้ำผลไม้ที่ไม่แต่งรส ได้ทั้งความสดชื่น ทั้งสุขภาพ

วันเสาร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2556

สัญญาณของโรคมะเร็งรังไข่


โรค มะเร็งรังไข่ เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้หากตรวจพบตังแต่เนิ่นๆ ดังนั้นเราควรรู้จักสังเกตอาการผิดปกติของโรคมะเร็งรังไข่ให้เป็น เพื่อที่จะพบแพทย์ และรักษาได้ทันท่วงที
อาการเล็กๆน้อยๆบางอย่าง อาจเป็นสัญญาณเตือนได้ว่าท่านมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งรังไข่หรือเปล่า เรามาดูกันว่าอาการผิดปกติเหล่านั้นมีอะไรบ้าง 1. มีอาการปวดท้องอยู่เป้นประจำ ( มีแก๊สในท้องมาก, ท้องอืด ท้องเฟ้อ, มีอาการมวนท้องอยู่บ่อยๆ )
2. คลื่นไส้และมีอาการท้องผูกท้องเสียอยู่เป็นประจำ
3. กระหายน้ำอยู่บ่อยๆ
4. ท้องจะป่องหรือบวมผิดปกติ แม้จะทานอาหารไม่มากก็ตาม
5. น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลง ง่ายๆโดยไม่ทราบสาเหตุ
6. ช่องคลอดมีเลือดออกมากผิดปกติ
7. รู้สึกเจ็บหน่วงๆ ที่กระดูกเชิงกราน ( รู้สึกเหมือนจะต้องปัสสาวะหรืออุจจาระอยู่ตลอดเวลา )
8. ปวดหลังและปวดขาอยู่เป็นประจำ
มะเร็งรังไข่
หาท่านมีอาการดังเช่น 8 ข้อที่กล่าวมาข้างต้น ควรรีบพบแพทย์เพื่ออัลตราซาวด์ดูว่ามีความผิดปกติที่รังไข่หรือไม่ เพื่อหาทางรักษาได้ทันท่วงที

วันศุกร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2556

วิธีป้องกันโรคกระดูกพรุน


การ ป้องกัน การป้องกันที่ดีที่สุดต้องสร้างกระดูกให้แข็งแรงตั้งแต่อายุ น้อยกว่า 30 ปี มีหลายวิธีที่จะป้องกันภาวะกระดูกโปร่งบาง เช่น …
1.รับประทานอาหารที่มี แคลเซียมสูงโดยเฉพาะในเด็กที่กำลังเจริญเติบโต หญิงตั้งครรภ์ และให้นมบุตร ชายและหญิงวัยทอง อาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมได้แก่ นม นมพร่องมันเนย ผักใบเขียว ปลาและกระดูก ถั่ว น้ำส้ม ในวัยทองควรจะได้รับปริมาณแคลเซียม 1500มก.ต่อวันแต่สำหรับผู้ที่ได้รับฮอร์โมนทดแทนควรจะได้รับปริมาณแคลเซียม 1000 มก.ต่อวัน หากรับประทานแคลเซียมครั้งละ 600 มก.จะดูดซึมได้ดี เมื่อรับประทานแคลเซียมต้องดื่มน้ำมากๆเพราะแคลเซียมจะทำให้ท้องผูก ในวัยทองควรจะได้รับวิตามิน ดี 400 ยูนิตต่อวันเพื่อช่วยในการดูดซึมของแคลเซียม
2.วิตามินดี ปกติคนเราสามารถสังเคราะห์วิตามิน ดีได้จากแสงอาทิตย์ แต่คนสูงอายุ หรือผู้ที่อยู่แต่ในบ้านจะขาดวิตามิน ดี วิตามิน ดี จะช่วยให้ลำไส้มีการดูดซึมแคลเซียม วันหนึ่งควรได้วิตามิน ดี 400-800 IU ให้ถูกแสงบริเวณมือ แขน ใบหน้าครั้งละ 10-15 นาทีสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งก็เพียงพอที่จะสร้างวิตามินดี การทาครีมกันแดดจะลดการสร้างวิตามินดี
3.การ ออกกำลังกาย การออกกำลังกายจะทำให้กระดูกแข็งแรง เช่น การเดิน การเดินขึ้นบันได กระโดดเชือก ยกน้ำหนัก การเต้นรำ ลองเริ่มต้นการออกกำลังกายวันละ 30 นาทีสัปดาห์ละ 3-5 วันซึ่งนอกจากจะทำให้กระดูกแข็งแรงยังทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและป้องกันการ หกล้ม การออกกำลังที่จะทำให้กระดูกแข็งแรงคือ การออกกำลังชนิด weight bearing คือใช้น้ำหนักตัวเองช่วยในการออกกำลังกาย เช่น การเดิน การวิ่ง การขึ้นบันได การเต้นรำ การว่ายน้ำและการขี่จักรยานไม่จัดในการออกกำลังกายกลุ่มนี้ อีกชนิดหนึ่งคือการยกน้ำหนักเพื่อทำให้กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรง
4.การสูบบุหรี่จะทำให้ฮอร์โมน estrogen ต่ำเป็นผลทำให้กระดูกจาง
5.การดื่มสุรา วันละ 120-180 มิลิเมตรจะทำให้กระดูกจางและหักง่าย
6.หลีกเลี่ยงการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วเพราะจะทำให้เกิดกระดูกพรุน
7.ยาบางชนิดหากรับประทานต่อเนื่องจะทำให้กระดูกจาง เช่น steroid phenyltoin [dilantin} barbiturate ,antacid ,thyroid hormone
8.ยาป้องกันกระดูกจาง
9.ไม่ควรดื่มชาหรือกาแฟมากกว่า 2 แก้วเพราะสาร caffeein จะเร่งการขับแคลเซียม
10.การวัดความหนาแน่นของกระดูก

วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

รู้มั้ย อะไรคือตัวคร่าพลังเซ็กซ์

what's really killing your sex drive?
รู้มั้ย...อะไรคือตัวคร่าพลังเซ็กซ์


คุณปฏิเสธว่า"อย่าเพิ่งคืนนี้เลยค่ะที่รัก" เป็นครั้งที่10 ในเดือนนี้ ไม่นับข้ออ้างปวดหัวอีกนะ จะโทษใครดีละเนี่ย? คุณอาจแปลกใจในคำตอบ เพราะยาธรรมดาสามารถทำให้ฮอร์โมนคุณแปรปรวน และส่งผลถึงตัณหาของคุณได้ คริสติน เว็บเบอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเซ็กซ์ และความสัมพันธ์ บอกเอาไว้เช่นนั้น แม้เรื่องแสนธรรมดาอย่างเช่น สิ่งที่คุณดูจากทีวีก็อาจส่งผลกระทบต่ออารมณ์ทางเพศได้เช่นกัน มาดูตัวการต่อไปนี้หน่อยเป็นไร.......
ยาคุมกำเนิด
ทำไม? เป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้หญิงหลายยุคหลายสมัยปลอดภัยจาการตั้งครรภ์ การศึกษาจากวารสารการแพทย์พบว่า ยาคุมกำเนิดด้วยวิธีกินนั้นสามารถทำให้เกิดอาการหมดตัณหาระยะยาวหรือถาวรได้ ยาคุมชนิดกินนั้นทำงานด้วยการลดการผลิตเทสโทสเตอโรนในรังไข่ และยกระดับสารที่เรียกว่า"โกลบูลิน" ตัวเชื่อมฮอร์โมนเซ็กซ์ ซึ่งปิดกั้นผลกระทบของเทสโทสเตอโรน เนื่องจากเทสโทสเตอโรนครอบงำพลังเซ็กซ์ สิ่งนี้จึงอาจก่อให้เกิดปัญหาได้

ตัวเพิ่มตัณหา ถ้าคิดว่าตัณหาคุณได้รับผลกระทบ ให้ลองยายี่ห้ออื่น ผลข้างเคียงของยาแต่ละชนิดแตกต่างกันไป หรือเปลี่ยนวิธีคุมกำเนิดเป็นวิธีอื่นไปเลยก็ได้นะ


เลี่ยงการทำงานบ้าน
ทำไม? การค้นคว้าพบว่าคนที่ทำความสะอาดเกินสัปดาห์ละ10 ชั่วโมง ต้องการเซ็กซ์บ่อยกว่าคนที่ไม่ทำ งานบ้านจัดเป็นการออกกำลังกาย คนที่ไม่ออกกำลังกายมีเปอร์เซ็นต์ไขมันในรางกายสูงกว่า ซึ่งหมายถึงเพิ่มระดับโกลบูลินตัวเชื่อมฮอร์โมนเซ็กซ์ที่ปิดกั้นเทสโทสเตอโร น ลดราความปรารถนาทางเซ็กซ์ลงไป

ตัวเพิ่มตัณหา ออกกำลังกาย อย่างเช่น ขัดถู ดูดฝุ่น เพราะทำให้เลือดไหลเวียนทั่วร่างกาย เพิ่มตัณหาได้ดีนักเชียว


ภาวะซึมเศร้า
ทำไม? แม้ระดับพลังเซ็กซ์ต่ำเป็นอาการภาวะซึมเศร้า การศึกษาจากโรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยโคลัมเบียพบว่า คน 50% กินยาแก้ซึมเศร้า เช่นโปรแซคหรือซีโรแซท รายงานถึงอาการเซ็กซ์ถดถอย ภาวะซึมเศร้าเพิ่มระดับฮอร์โมนดีเซโรโทนินในสมอง แต่ขณะที่ดีเซโรโทนินช่วยให้อารมณ์คุณดีขึ้นแต่ก็ลดพลังเพศและทำให้ไม่บรรลุ จุดสุดยอด

ตัวเพิ่มตัณหา ถ้าคุณกินยาแก้ภาวะซึมเศร้าและสังเกตว่าตัณหาลด ให้คุยกับแพทย์เพื่อเปลี่ยนเป็นยาชนิดอื่นซึ่งอาจเป็นบูโปรพิออนที่ปรากฎว่า ช่วยฟื้นฟูตัณหาได้ แต่อย่ากินยาใดๆโดยไม่ปรึกษาแพทย์ก่อน


ยาแก้ปวด-โคดีอีน
ทำไม? เวลาปวดหัวคุณย่อมอยากหยิบยาแก้ปวดขึ้นมากำจัดอาการนี้ แต่การศึกษาเรื่องโคดีนที่กระทำในสหรัฐฯ พบว่าโคดีอีนสามารถลดตัณหาด้วยการลดระดับเทสโทสเตอโรนลง แม้ปริมาณโคดีอีนแค่เล็กน้อยก็ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกเซ็กซี่ของคุณ ใช้วันละ 30 มก.ได้อย่างปลอดภัยแต่ถ้ามากกว่านั้นอาจสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงทางพลัง เพศได้

ตัวเพิ่มตัณหา บรรเทาปวดด้วยไอบูโปรเฟน พาราเซตตามอล หรือแอสไพริน หรืออีกทางเลือกคือไม่ใช้ยาใดๆเลย แค่เอาแผ่นแปะแก้ปวดมาแปะแทนก็ได้


ความปลื้มรายการทีวีไม่เข้าท่าของเขา
ทำไม? นักค้นคว้าที่โรงพยาบาลลอนดอนพบว่าผู้หญิงมักไม่ต้องการเซ็กซ์ ถ้าแฟนของเธอไม่กระตุ้น การค้นคว้านี้ยังพบว่าเวลาผู้ชายแสดงสมองอันปราดเปรื่องออกมาก็มักดูมี เสน่ห์มากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นลืมเรื่องที่เขานอนดูรายการทีวีน้ำเน่าไปซะ แล้วฉกตัวเขามาขึ้นเตียงแทนดีกว่า

ตัวเพิ่มตัณหา ให้แฟนได้ออกกำลังกายสมองด้วยการดูรายการคำถามหรือเกมส์โชว์ที่ต้องใช้สมอง คิดด้วยกัน ยิ่งได้ใช้เวลาร่วมกันมากเท่าไหร่คุณจะมีเรื่องคุยกันมากขึ้นและรู้ว่าคุย กันบนเตียงก็ย่อมได้ผลดีเหมือนกัน

ทำอะไรได้บ้าง..หลังมีเซ็กซ์ที่ลืมป้องกัน

การมีเพศสัมพันธ์กันโดยที่ไม่ได้ป้องกัน หมายถึงไม่ได้มีการใช้ถุงยางอนามัย อาจทำให้หลายคู่เกิดความรู้สึกกังวลใจ โดยเฉพาะผู้หญิงอาจจะกังวลใจมากเพราะกลัวว่าตนเองจะท้อง ดังนั้นหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น สิ่งที่พอจะช่วยป้องกันเรื่องการท้องได้ก็คือ



การกินยาคุมกำเนิดหลังร่วมเพศ หรือที่หลายคนมักจะรู้จักในชื่อ ยาคุมฉุกเฉิน หรือ ยาคุมหลังร่วม

มีเซ็กซ์ไม่ได้ป้องกัน, ยาคุม, ตั้งครรภ์, ถุงยางอนามัย, เพศสัมพันธ์, ยาคุมฉุกเฉิน, ยาคุมหลังร่วมวิธี การกินยาคุมฉุกเฉินนี้ จะต้องกินครั้งละ 2 เม็ด โดยเม็ดแรกต้องกินภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากมีเพศสัมพันธ์ (ยิ่งกินเม็ดแรกเร็วเท่าไร ยิ่งได้ผลดี) แล้วให้กินเม็ดที่สองห่างจากเม็ดแรก 12 ชั่วโมง

ข้อควรระวัง!!
การกินยาคุมกำเนิดหลังร่วมเพศนี้ ควรใช้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้นจริงๆ และเดือนหนึ่งไม่เกิน 4 เม็ด ไม่ ควรกินบ่อยๆ หรือกินเหมือนยาคุมกำเนิดทั่วไป เพราะการกินบ่อยๆ จะทำให้ร่างกายทำงานผิดปกติได้ เช่น เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ คลื่นไส้อาเจียนในกรณีที่เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง


สังเกตรอบเดือน หากไม่มาภายใน 15 วันหลังจากมีเซ็กส์ ให้ทดสอบการตั้งครรภ์จากปัสสาวะ (ทำด้วยตัวเองได้ ด้วยการหาซื้อชุดทดสอบฯได้ที่ร้ายขายยาทั่วไป)

- ผลเป็นลบ (-) แสดงว่า "ไม่ท้อง" คุณกับแฟนอาจรู้สึก "โล่งใจ" แล้วจะป้องกันในครั้งต่อไปไหม?

- ผลเป็นบวก (+) แสดงว่า "ท้อง" แต่หากไม่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย หน้ามืด หรือเวียนศรีษะ ซึ่งมีอาการของคนท้อง ให้รอไปอีก 7 วัน แล้วตรวจซ้ำอีกครั้งหนึ่ง



มีเซ็กซ์ไม่ได้ป้องกัน, ยาคุม, ตั้งครรภ์, ถุงยางอนามัย, เพศสัมพันธ์, ยาคุมฉุกเฉิน, ยาคุมหลังร่วมเซ็กซ์ที่ไม่ป้องกัน คำว่า ป้องกัน นี้ต้องมองทั้งสองมุมคือ ป้องกันท้อง และป้องกันเอดส์ เราอาจมีวิธีจัดการที่หลากหลายเพื่อป้องกันการท้องได้ แต่ในขณะนี้ยังไม่มีวิธีใดจะป้องกันการติดเชื้อเอดส์ได้นอกจากการใช้ถุง ยางอนามัย

ทางที่ดีและปลอดภัยควรใช้ ถุงยางอนามัย ทุกครั้ง
เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์และป้องกันเอดส์ ก่อนที่จะสายเกินไป

หมอเตือน ยาคุมฉุกเฉินอันตราย


นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ปัจจุบันหลายๆ ครอบครัวมีแนวโน้มที่จะไม่ต้องการบุตรด้วยเหตุผลความไม่พร้อมจากสภาพสังคม เศรษฐกิจ โดยเฉพาะคู่สมรสที่ยังอยู่ในวัยรุ่น วัยทำงาน จึงจำเป็นต้องใช้วิธีคุมกำเนิดที่ได้ผลดีอย่างสม่ำเสมอ วิธี ที่ง่ายและสะดวกในผู้ชายคือการใช้ถุงยางอนามัย นอกจากนี้ ถุงยางอนามัยยังจะช่วยให้มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และโรคเอดส์ได้อีกด้วย และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ สำหรับผู้หญิงอาจใช้วิธีกินยาเม็ดคุมกำเนิดร่วมด้วย โดยใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดที่ในแต่ละแผง มียา 21 เม็ด หรือ 22 เม็ด หรือ 28 เม็ด โดยกินทุกวัน วันละ 1 เม็ด

นพ.ณรงค์ศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในกรณีผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ตั้งใจ ไม่ต้องการตั้งครรภ์ และไม่แน่ใจว่าตนเองเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์หรือไม่ สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ด้วยการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน ซึ่งยาคุมกำเนิดชนิดนี้มีจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไป



เป็น ชนิดฮอร์โมนเดี่ยว มีส่วนประกอบของโปรเจสโตเจนปริมาณสูง มีวิธีใช้ 2 แบบ แบบแรก ต้องกินให้ครบ 2 เม็ด ภายใน 72 ชั่วโมง หลังมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันการตั้งครรภ์ หรือแบบที่สองเป็นแบบดั้งเดิม คือกินเม็ดแรกทันทีที่สะดวก แล้วกินเม็ดที่สอง 12 ชั่วโมงต่อมา ทั้งสองแบบจะให้ผลไม่ต่างกัน ยาชนิดนี้อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้บ้างเพียงเล็กน้อย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน แต่ สิ่งที่พึงระวัง คือ ยาชนิดนี้เป็นยาที่ใช้เฉพาะในกรณีฉุกเฉิน ฮอร์โมนที่กินมีปริมาณสูง หญิงที่มีเพศสัมพันธ์บ่อยๆ จึงไม่ควรใช้ยานี้แทนยาเม็ดคุมกำเนิดแบบปกติ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้

“สิ่งที่จะเป็นเกราะป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์และลดการพึ่งพายา คุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน คือการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่องเพศศึกษาที่ถูกต้อง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น เพราะที่ผ่านมาได้มีการศึกษาพบว่า วัยรุ่นสมัยนี้เริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกที่อายุเฉลี่ย 15 ปี และมีแนวโน้มอายุของการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกจะน้อยลงเรื่อย ๆ และในวัยรุ่นชายมากกว่าร้อยละ 90 มีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน ส่วนวัยรุ่นหญิงยอมรับแนวคิดการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานกันมากขึ้น

อีกทั้งยังขาดความพร้อมทางวุฒิภาวะที่จะรับผิดชอบร่วมกัน ส่งผลให้การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และส่วนใหญ่มักเป็นการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ ดังนั้น การส่งเสริมให้ฝ่ายชายให้เกียรติฝ่ายหญิง และฝ่ายหญิงควรรักนวลสงวนตัวมากขึ้น จึงเป็นวิธีการที่จะช่วยแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรได้ดีอีกทาง หนึ่ง” นพ.ณรงค์ศักดิ์กล่าว

Share

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites