วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน


 โรค เบาหวาน เป็นกลุ่มโรคทางเมตะบอลิซึม ซึ่งก่อให้เกิดระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงเป็นเวลานาน เป็นผลมาจากความผิดปกติในการหลั่งอินซูลินหรือความผิดปกติในการออกฤทธิ์ของ อินซูลิน…

สาเหตุ

  1. ความผิดปกติทางพันธุกรรมของเซลล์ในตัวของตับอ่อน
  2. ความผิดปกติทางพันธุกรรม ของการออกฤทธิ์ของอินซูลิน
  3. โรคของตับอ่อน การทำลายตับอ่อน จากการอักเสบ การติดเชื้อ
  4. โรคต่อมไร้ท่อ
  5. ยาหรือสารเคมีบางอย่าง ที่มีผลทำให้การหลั่งอินซูลินลดลง
  6. โรคติดเชื้อ
อาการ
  • ดื่มน้ำมาก
  • ปัสสาวะมาก
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
ใน รายที่เป็นไม่มากที่มีระดับน้ำตาลในเลือด 126-200 mg% อาจไม่มีอาการผิดปกติได้อย่างชัดเจน เพราะอาจตรวจพบได้โดยบังเอิญจากการตรวจปัสสาวะ หรือจากการตรวจเช็คสุขภาพ
ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน
  1. ภาวะไตวายเรื้อรัง
  2. ตาบอด
  3. ความผิดปกติของเส้นประสาท การตัดเท้า
  4. ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง
  5. แผลที่เท้า
ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการเป็นโรคเบาหวาน
  1. ความอ้วน (BMI > 27 kg/m)
  2. มีบิดา มารดา พี่หรือน้อง เป็นโรคเบาหวาน
  3. เป็นโรคความดันโลหิตสูง (BP > 140 / 90 มม.ปรอท)
  4. มี HDL – cholesterol. 250 mg/dl
คำแนะนำ
หาก ตรวจพบน้ำตาลในเลือดสูงควรปรึกษาแพทย์ และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีรสหวาน อาหารประเภทไขมัน น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่มีอัลกอฮอล์ และการออกกำลังกายสม่ำเสมอ
บางเรื่องในชีวิต ความวางใจสำคัญที่สุด ด้วยความปรารถนาดีจากโรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

7 โรคร้ายของผู้สูงอายุ


7 โรคร้ายของผู้สูงอายุ

    1. โรคหลอดเลือดสมองตีบตัน ผู้ที่เสียชีวิตด้วยโรคนี้มักอยู่ในช่วงอายุ 55-65ปี ที่สำคัญ 70% คือตัวเลขของคนที่มีความดันสูงแต่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็น ซึ่งอาจเสี่ยงต่ออัมพฤกษ์ อัมพาตมากกว่าคนทั่วไปถึง 7 เท่า
    2. โรคอัลไซเมอร์ อาการมักเริ่มจากการหลงลืม จำเรื่องในแต่ละวันไม่ค่อยได้ บางคนก็อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่ายหรือชอบเก็บตัว หากปล่อยทิ้งไว้นานก็จะยิ่งหนักข้อจนทำให้เกิดโรคสมองเสื่อมขั้นรุนแรงได้ สามารถวินิจฉัยโรคได้ด้วย PET Scan ถูกต้องถึง 97% เลยทีเดียว
    3. ลมชักแบบซ่อนเร้น มักพบในผู้สูงอายุและเด็กเล็กอาการชักมีหลายแบบ อาจวูบล้ม ตื่นขึ้นมานิ่งไม่รู้สึกตัว จำไม่ได้ไปชั่วขณะ หรือมึนงง ปวดหัว เดินเซ จนถึงการกร็ง กระตุก เมื่อมีอาการดังกล่าวควรรีบพบแพทย์ ไม่อย่างนั้นอาจส่งผลต่อสมอง ทำให้สูญเสียความทรงจำในที่สุด
    4. ข้อเสื่อม พบในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะข้อสะโพกและข้อเข่า ทำให้เกิดความเจ็บปวดจนไม่อาจใช้งานได้ ป้องกันได้ด้วยการควบคุมน้ำหนักและเลี่ยงการนั่งยองๆ
    5. กระดูกพรุน กว่า 50% ของผู้หญิง และ20%ของผู้ชายที่อายุมากกว่า 65 ปี พบว่ามีภาวะกระดูกบางหรือกระดูกพรุนป้องกันได้ด้วยการออกกำลังกายอยู่เสมอ รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง และหมั่นตรวจวัดความหนาของมวลกระดูกเพื่อดูว่ามีความเสี่ยงมากหรือน้อยเพียง ใด
    6. กระดูกคอเสื่อม มักพบในคนที่อายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไปผู้ป่วยมักนอนหลับไม่สนิท นอนตะแคงแล้วปวด ต่อมามือและแขนหรือขาจะอ่อนแรง หากปล่อยไว้นานจะทำให้ประสาทเสียอย่างถาวร
    7. ปวดหลัง ซึ่งอาจลามไปถึงอาการปวดบริเวณเอว ก้นกบ สันหลัง ไม่นอนดูทีวีปลายเตียงนานกว่า 3 ชม. ควรนั่งลงเพื่อให้เอวตั้งตรงและไม่นั่งทำงานห่อไหล หรือยื่นคอไปใกล้หน้าจอ นอกจากนี้ ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และยืดเส้นยืดสายก่อนการออกำลังกายทุกครั้ง
     ที่มา : หนังสือพิมพ์ M2F

วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2556

โรคเบาหวานเลี่ยงได้ด้วยแอปเปิ้ล บลูเบอรรี่ และลูกแพร์


โรคเบาหวานภัยหลายสำหรับหลายคน ซึ่งเมื่อได้เป็นแล้วคุณเองก็ต้องใช้เวลในการรักษาเป็นเวลานาน หรือบางคนอาจจะตลอดชีวิตเลยก็ได้
โรคเบาหวานเลี่ยงได้ด้วยแอปเปิ้ล บลูเบอรรี่ และลูกแพร์
สำหรับใครหลายคนที่ชอบทานหวานแต่กลัวว่าตัวเองจะเป็นโรคเบาหวานตามมา ลองกินผลไม้ดีๆ อย่าง บลูเบอร์รี่ แอปเปิ้ล และลูกแพร์ ดูสิ!
ซึ่งนักวิจัยนาม An Pan จาก Harvard School of Public Health เปิดเผยใน American Journal of Clinical Nutrition ว่า คนที่กินผลไม้เหล่านี้ใน ปริมาณมาก จะมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานประเภทสองน้อยลง โดยคนกินบลูเบอร์รี่จะมีโอกาสเป็นเบาหวานน้อยกว่าคนทั่วไปถึงร้อยละ 23 เช่นเดียวกับคนที่กินแอปเปิ้ลสัปดาห์ละอย่างน้อย 5 ผล นอกจากนี้ ยังเป็นที่ทราบกันดีว่า ผลไม้เหล่านี้เต็มไปด้วย “ฟลาวานอยด์” ซึ่งมีประโยชน์ในแง่ของการลดโอกาสเป็นโรคหัวใจและมะเร็งอีกด้วย
เห็นข้อดีของผลไม้ทั้ง 3 ชนิดแล้ว ก็อย่ามั่วรอช้าน่ะค่ะ รีบหันมาทานผลไม้ดังหล่าวกันตั้งแต่วันนี้ เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณน่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : Lisa

วันเสาร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2556

โรคบาดทะยักคืออะไร


โรคบาดทะยักคืออะไร
โรคบาดทะยักเกิดจากเชื้อที่อยู่ในดิน ชื่อ clostridium tetani เมื่อเชื้อนี้เข้าสู่ร่างกายจะสารสารพิษหรือ toxin ที่เรียกว่า tetanospasmin สารพิษดังกล่าวจะจับกับเส้นประสาท ทำให้กล้ามเนื้อมีการหดเกร็งอยู่ตลอดเวลา
เชื้อนี้มักจะเข้าทางบาดแผล แผลอาจจะเล็กมากจนไม่สัเกต แผลที่ลึก แผลที่มีเนื้อตายมากจะเกิดการติดเชื้อบาดทะยักได้ง่าย นอกจากนี้เชื้อนี้อาจจะเกิดจากการทำแท้ง ฉีดยาเสพติด แผลไฟไหม้ แผลจากแมลงกัด
หลังจากรับเชื้อกี่วันจึงเกิดอาการ
ผู้ป่วยจะเกิดอาการของบาดทะยักหลังจากได้รับเชื้อหรือเกิดแผลแล้ว 2 วันถึง 2 เดือน โดยเฉลี่ยประมาณ 14 วัน
อาการของโรคบาดทะยัก
โรคบาดทะยักมักจะเกิดกับกล้ามเนื้อลายและเส้นประสาท ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่เราสั่งได้ ผู้ป่วยจะเกิดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อรอบแผล หลังจากนั้น1-7 วันจะเกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย ผู้ป่วยจะมีการเกร็งของกล้ามเนื้อกรามทำให้อ้าปากไม่ได้ กลืนน้ำลายลำบาก คอและหลังมีการเกร็งทำให้นอนแอ่นหลัง มีอาการปวดกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย ทำให้กล้ามเนื้อช่วยหายใจไม่ทำงานเกิดภาวะหายใจลำบาก และอาจจะเสียชีวิตจากภาวะหายใจวายวิตจากหายใจวาย

วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2556

น้ำเห็ดหลินจือ บรรเทามะเร็งได้อย่างไร?

โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตลอดเวลาโดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่พบว่ามีอัตราสูงขึ้นเรื่อยๆ

น้ำเห็ดหลินจือ บรรเทามะเร็งได้อย่างไร?

ใน ทุกวันนี้เราต้องยอมรับว่า โรคมะเร็งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของทั่วทุกมุมโลก องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ในปี 2573 จะมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง 11.4 ล้านคน

และ ในจำนวนนี้เกิดในประเทศกำลังพัฒนาถึง 8.9 ล้านคน สำหรับประเทศไทยโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตลอดเวลาโดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่พบว่ามีอัตราสูง ขึ้นเรื่อยๆ
โดย อัตราการเกิดมะเร็ง ที่พบมากในผู้ชาย 5 อันดับแรกคือ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งเม็ดเลือดขาว ส่วนที่พบมากในผู้หญิง 5 อันดับได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่
จาก ผลการศึกษา มีงานวิจัยหลายฉบับรองรับว่า เห็ดหลินจือ มีสารสำคัญเป็นสารกลุ่มโพลีแซ็กคาไรด์  มีฤทธิ์เสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยให้จิตสงบ  เป็นยาระบายอ่อน ๆ  และสาร กลุ่มไทรเทอร์ปีน เป็นสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง พบมากในส่วนสปอร์ อีกทั้งยังพบว่าสารสกัดดอกเห็ดและสปอร์มีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี  ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ปกติที่ไม่ใช่มะเร็ง การใช้เห็ดหลินจือกับผู้ป่วยโรคมะเร็งในประเทศไทยจึงมีอัตราเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว และเน้นไปที่การส่งเสริมสุขภาพเป็นหลัก
นอก จากนี้ยังมีรายงานการวิจัยจากหลายสถาบันพบว่า เห็ดหลินจือมีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยมะเร็งปอด  มะเร็งลำไส้ใหญ่  และผู้ป่วยมะเร็งขั้นลุกลาม  มีความเป็นพิษต่ำมาก และมีความปลอดภัยในการใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน จึงได้มีการนำผลิตภัณฑ์สกัดจากเห็ดหลินจือเข้ามาใช้ในการรักษาร่วมในรูปแบบ ต่างๆ อย่างยี่ซิน ผลิตภัณฑ์ เครื่องดื่มเห็ดหลินจือสกัดเข็มข้น 90.8% เป็นเครื่องดื่มที่สกัดจากเห็ดหลินจือสายพันธุ์สีน้ำตาลแดง (Ganodema Lucidum) คัดเลือกเห็ดหลินจืดที่มีคุณภาพดีจากประเทศจีน ผ่านขบวนการสกัดเข้มข้น และฆ่าเชื้อด้วยระบบสเตอริไรซ์ ไม่มีการแต่งเติมกลิ่น สี และวัตถุกันเสีย จึงมั่นใจได้ถึงคุณภาพ และความปลอดภัย ว่าเป็นเครื่องดื่มเห็ดหลินจือสกัดที่คงคุณค่าสมุนไพรธรรมชาติ มีกลิ่นหอม และรสชาติที่กลมกล่อม ดื่มง่าย เพื่อสร้างความสะดวก สบายให้แก่ผู้บริโภคยิ่งขึ้น

วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2556

Share

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites